ครูอาวุโส
สภาครูและบุคลกรทางการศึกษา
 
ปฏิทินกิจกรรม
  ก่อนหน้า กรกฎาคม 2561 ก่อนหน้า  ถัดไป
  • อา
  • พฤ
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • 11
  • 12
  • 13
  • 14
  • 15
  • 16
  • 17
  • 18
  • 19
  • 20
  • 21
  • 22
  • 23
  • 24
  • 25
  • 26
  • 27
  • 28
  • 29
  • 30
  • 31
  •  
  •  
  •  
  •  
 
 

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

    ครูเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติ  ครูต้องเสียสละเพื่อความสำเร็จ ความก้าวหน้า และความสุขของผู้อื่นตลอดเวลาที่ประกอบวิชาชีพ รวมทั้งยอมเสียสละความสุขและประโยชน์ส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่ครูอย่างแท้จริง
    ด้วยความสำคัญดังกล่าวในการประชุมสามัญคุรุสภา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้มีมติให้คุรุสภาหาทางช่วยเหลือครูที่ได้อุทิศชีวิตจิตใจให้แก่การเป็นครูตลอดมาจนอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ที่เกษียณอายุราชการ หรือพ้นจากหน้าที่การสอนไปแล้ว ซึ่งครูเหล่านี้ บางคนในบั้นปลายของชีวิตได้รับความลำบากยากแค้น ขาดผู้อุปการะ เงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการครองชีพ  จึงควรหาวิธีช่วยเหลือครูประเภทดังกล่าวด้วยการจัดตั้งเป็นองค์การเช่นเดียวกับการจัดตั้งองค์การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภาผู้ถึงแก่กรรม (ช.พ.ค.)
    นายนาค  เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคุรุสภา มีในขณะนั้นมีความเห็นว่า หากจัดตั้งเป็นมูลนิธิช่วยครูอาวุโสขึ้นแล้ว คงจะมีทางทำให้การยกย่องและสงเคราะห์สำเร็จและมั่นคงสืบไป จึงนำความเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ขอพระราชทานเงินทุนเป็นประเดิมในการก่อตั้งมูลนิธิจำนวนหนึ่ง ต่อมาราชเลขาธิการ (หม่อมเจ้าวงศานุวัตร เทวกุล) ได้แจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นทุนประเดิมแก่มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๙
    เมื่อได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจึงดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิขึ้น ชื่อว่า “มูลนิธิช่วยครูอาวุโส” พร้อมทั้งมีมติจัดสรรเงิน ช.พ.ค. ของคุรุสภาส่วนกลางสบทบเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มูลนิธิได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๐๙ และนอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย
    การดำเนินการช่วยเหลือครูอาวุโส จำเป็นต้องมีทุนมากพอสมควรเพื่อนำไปหาดอกผลสำหรับจ่ายช่วยเหลือครูอาวุโส ที่ประชุมสามัญ ประจำปี ๒๕๐๙ มีมติให้คุรุสภามอบเงินที่มีผู้อุทิศส่วนกุศลให้แก่บูรพาจารย์สร้างอนุสรณ์ในงานวันครู พ.ศ. ๒๕๑๐ ของจังหวัดต่างๆ ให้แก่มูลนิธิช่วยครูอาวุโสทั้งหมดเพื่อสมทบทุนพระราชทาน
    การให้ความช่วยเหลือสมาชิกคุรุสภาตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ได้ยึดหลักสำคัญคือ ครูทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ครูสืบต่อกันมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี จนอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ เป็นผู้มีประวัติชีวิต  การงานดีตลอดมา มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยมีความผิดใดๆ จะได้รับการพิจารณาเป็นครูอาวุโสตามหลักของมูลนิธิ ทั้งนี้ ไม่ว่าครูอาวุโสนั้นจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ก็ตาม มูลนิธิจะมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติให้ทุกท่านเป็นการยกย่องคุณงามความดีที่ได้ปฏิบัติมาแล้วแต่หนหลัง หากปรากฏว่า ครูอาวุโสคนใดประสบความยากจนคับแค้นจริงๆ หรือขาดผู้อุปการะในบั้นปลายของชีวิต มูลนิธิจะได้มอบเงินจำนวน ๘,๐๐๐ บาท ให้เป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีพ ซึ่งเงินนี้ได้เพิ่มจำนวนเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ และเพิ่มจำนวนเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่วนจำนวนการช่วยเหลือในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินผลประโยชน์ที่มูลนิธิจะได้รับจากเงินทุน
    นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อครูอาวุโสอย่างสูงยิ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพและคณะกรรมการมูลนิธิฯ นำคณะครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่มูลนิธิเริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน โดยในปีแรกได้โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะกรรมการมูลนิธินำครูอาวุโส ประจำปี ๒๕๑๐ จำนวน ๖๕ คน เข้าเฝ้าฯ ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน
    เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๘.๔๗ น. สำนักพระราชวังประกาศ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต นับเป็นวันสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของพสกนิกรประชาชนชาวไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างร่ำไห้กันทั่วทั้งแผ่นดิน
    ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเป็นครูแท้ ทรงประพฤติพระองค์ เป็นแนวทางอันผู้เป็นครูทั้งหลายควรได้ยึดถือและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ผลแห่งพระบรมปรีชาญาณและพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่ประจักษ์แจ้งและยกย่องกันอยู่โดยทั่วไป กระทรวงศึกษาธิการ จึงเห็นสมควรถวายพระราชสมัญญา “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
    เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ และครูอาวุโส ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาแก่ครูผู้สั่งสอนศิษย์ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูตลอดมาด้วยความวิริยะ อุตสาหะ สั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีของสังคมมาเป็นระยะเวลายาวนานจนเกษียณอายุการทำงาน จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณให้เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ให้เป็นขวัญ   และกำลังใจในฐานะ “ครูอาวุโส” 
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงตอบรับขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ พระองค์มีพระราชประสงค์แน่วแน่ที่จะสืบสานปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง อีกทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จแทนพระองค์พระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗  จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา ๓๓ ปีแล้ว ถือเป็นมงคลแก่ชีวิตและเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ยังความปลาบปลื้มปีติแก่ครูอาวุโสและผู้ประกอบวิชาชีพครูทั่วประเทศสืบต่อไป



 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 30
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 125,618